หนังสือที่จะสอนให้เราก้าวข้ามความกลัวบางอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมได้ กับ The Mountain is you ⛰️ ⛰️

Hello ! สวัสดีค่าบบบ Ruby’s Duckie ⛰️คนดีคนเดิมจ้า เย้ อ่านหนังสือเล่มนึ่งมา มัน Touch ใจมากจนอยากจะเอามาให้ทุกคนได้รู้ด้วยว่าตกตะกอนอะไรได้บ้างจากอ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นหนังสือที่กระชากจิตใต้สำนึก พร้อมบอกแนวทางในการรับมือ หรือพูดง่ายๆ บอกให้เราลองทำดู ถ้าทำไม่ได้ก็จะมีคำตอบอีกแบบนึ่งที่ทำให้เราค้นพบความจริงที่ว่า ‘อ่อ มีแบบนี้ด้วยหรือเนี่ย เห้ย’ ก็เลยๆๆๆๆ มีสรุป หรือแชร์ให้เพื่อนๆได้อ่านกันด๊วยยย มาเริ่มเลย 💡

1. คนเรามักมีเป้าหมายให้ตัวเองอยู่เสมอไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ แต่ทุกเป้าหมายจะมี 2 สิ่งเกิดขึ้นเสมอ คือสิ่งกีดขวางความตั้งใจเรา และสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ หมายความว่าทุกก้าวที่เราเผชิญ ในใจลึกๆ มักจะมีเสียงในหัวบอกว่า ‘มันจะสำเร็จหรอ?’ ความอยากยอมแพ้จะถ่าโถมเข้ามาเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้น ทำให้เรามองเห็นหนทางที่แสดงให้เราเห็นเจอชะตาชีวิตของเราเอง

เวลาที่เราเผชิญหน้ากับอุปสรรค เราต้องทำคือเผชิญหน้ากับมัน แล้วประตูทุกบานจะเปิดออก ปัญหาที่เคยเจอจะไม่ยากอีกต่อไป…

2. ตัวตนของเราถูกกำหนดโดยคนอื่นว่าจะมองเรายังไง ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ คนรัก หรือ เพื่อนร่วมงาน เรามักจะโดนตัดสินว่าเราเป็นคนแบบไหนจากกลุ่มคนเหล่านี้ แปลว่าเราคนเดิมจะไม่เหมือนเดิมเวลาที่อยู่กับบุคคลในแต่ละกลุ่ม และ การรักตัวเอง อาจจะหมายถึงการที่เราจะหาความถูกต้องของการที่เราเป็นเรา จะมีบางเหตุการณ์ เช่น การที่เรายอมรับว่าจริงๆ เราประสบปัญหาอะไรอยู่ และเขียนทุกอย่างที่นึกขึ้นได้ ซึ่งบริอานนาบอกว่า “การที่เรากล้าที่จะตรงไปตรงมากับตัวเองคือหนทางแรกที่ทำให้เรารู้จักรักตัวเอง” เมื่อไรที่เราเริ่มปฏิเสธตัวเอง มันจะลากพาเราเข้าไปสู่การตำหนิตัวเองในที่สุด เช่น ตำหนิตัวเองว่าไม่เก่ง แต่เราไม่เคยยอมรับเลยว่าที่เราคิดว่าเราไม่เก่งเป็นเพราะว่า “เราพยายามไม่เท่าคนอื่นหรือเปล่า ?” เอ้ะ แล้วทำไมเราต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น แต่ไม่แข่งกับตัวเองคนเมื่อวานกันนะ 😬😬

ปกติของมนุษย์มักจะเลือกความสบายถึงแม้จะรู้ว่าอีกทางเลือกจะมีประโยชน์กับตัวเองในอนาคต อาจจะต้องเจอปลายทางดูสักครั้งแล้ว ปลายทางที่ว่า “เราจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองตกต่ำขั้นนั้นอีก” และนั้นคือจุดก้นเหว หรือจุดพลิกผัน เพราะมันคือที่ๆ เดียวที่คนไม่อยากกลับไปเป็นแบบเดิมอีกแล้ว นี่แหละคือขั้นแรกของการเดินทางที่ยากลำบาก แต่ผลที่ได้จะมีความหมายมาก

การที่เราไม่ยอมรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นจะทำให้ไม่มีความสุข ดังนั้นเรามองให้เห็น แล้วเขียนมันลงไป แล้วเราจะเจอตนต่อที่แท้จริง นี่เป็นขั้นตอนแรกในการรับผิดชอบตัวเองที่สามารถทำได้เลยไม่ต้องรอ…

3. ต้องยอมรับว่าบางทีเรื่องราวของความสำเร็จของเรา อาจจะไม่ได้มีหน้าตาเหมือนก่อนหน้านี้ก็ได้ บางครั้งมันอาจจะเป็นความโหยหาบางอย่างในใจที่ทำให้เรารู้สึกสงบและปลอดภัย เชื่อไหมว่าคนที่ทำธุรกิจมาเป็น 10 ปี ก็อาจจะไม่ได้อยากทำธุรกิจไปตลอดชีวิตก็ได้ ดังนั้นลดศักดิ์ศรีในใจ มองหาช่องว่างในชีวิต เติมเต็มสิ่งที่อยากทำบ้างก็ได้…

อย่าเสียเวลาไปกับการที่ทำให้คนที่ไม่ได้ชอบเรารู้สึกประทับใจกับสิ่งที่เราทำ

หากเป็นคนที่หลับหูหลับตาไล่ล่าเป้าหมายโดยไม่เคยถามตัวเองเลยว่าตัวตนจริงๆของเราต้องการอะไร และเราจะอยากได้มันไปเพื่ออะไร ลองมองดูดีๆ อีกครั้ง จุดที่เหนื่อย จุดที่อยากลำบาก ตอนนั้นเรายังจะสามารถตอบตัวเองได้ไหมว่าทำไมกัน ? เราจะเห็นได้ชัดเลยว่าเรากำลังสงสัยในตัวเอง ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมายื่นกุญแจเปิดประตู หรือรอให้ใครมารับรองความถูกต้องของความฝัน เพราะชีวิตนี้เป็นของเรา และปลายทางที่แท้จริง เราคือคนเดียวที่ตอบได้ว่ามันคุ้มค่าหรือไม่

4) เมื่อมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำนั่นถูกต้อง หมายความว่าเมื่อเวลาผ่านไป เราเองไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเรามาไกลแค่ไหนแล้ว รู้ไหม? เมื่อเทียบกับ 4 – 5 ปีที่แล้ว ‘เราไม่เหมือนเดิม’ การที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น หรือแย่ลงได้มันเกิดจากสิ่งที่เราเลือกเดินทั้งนั้น และทุกเรื่องที่สร้างขึ้นมาโดยไม่คิดว่าจะทำได้เลย เรามาไกลเกินกว่าที่คิดไว้ตั้งแยอะ แถมยังขยับเป้าหมายมากกว่าตอนแรกด้วยซ้ำ เก่งมากเลย ชมตัวเองบ้างนะ 🙂

5) คนเรามีความเชื่อประจำใจอยู่นะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งแรกที่เราตั้งใจอยากจะทำ และบางครั้งเราดันลืมมันไป ดังนั้น แน่นอน ! สิ่งที่เรียกว่าความเชื่อประจำใจมันมักจะฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา มันจะคอยผลักดันเราทีละนิด ทีละนิด จนในที่สุด บางครั้ง บางปัญหา เราอาจจะดูไม่มีเหตุผล แต่เชื่อไหม ?  เพราะว่าเรามีแก่นความเชื่อแท้ๆ ในจิตใจเรา มวลทั้งหมดของปัญหามันจึงเป็นเปลือกนอก พอมองดีๆ ทุกปัญหาเรามีทางออกที่คิดว่าดีที่สุดไว้ในใจเราอยู่แล้ว

ตัวอย่าง บางคนมีความเชื่อประจำใจคือ การได้ทำงานเยอะๆ แล้วจะมั่งคั่ง ดังนั้นคนๆนั่น จะทำทุกอย่าง ทำงานอย่างหนัก ทำงานจนไม่ลืมหูลืมตา เพื่อให้คนรอบๆตัวเข้าใจว่า ‘อืม คนนี้ขยันนะ อนาคตน่าจะสดใสเลยละ’ แต่เมื่อไรที่คนๆนั้นทำงานน้อยลง กลายเป็นว่าคนก็จะมองอีกแบบเลยใช่ไหม เพราะเค้าได้เชื่อไปแล้วว่า การทำงานเยอะๆ = ความมั่งคั่งกำลังจะมา แต่ลืมไปว่าบางอย่างเค้าไม่สามารถที่จะควบคุมได้ ทีนี้ลองคิดว่า ‘ดันมีพายุ คลื่นลม หรือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เข้ามา เช่น เศรษฐกิจไม่ดี งานลดลง’ แน่นอนความเชื่อประจำใจเริ่มสั่นคลอนใช่ไหม ?

ยิ่งมีสิ่งที่ควบคุมไม่ได้มากขึ้นเท่าไร ความเชื่อประจำใจของเราจะยิ่งเห็นชัดเจนมากเท่านั้น จนลืมไปว่า สิ่งแรกที่เราควรจะเชื่อคือ ‘เรามีเงินสำรองจากที่ทำงานมาอย่างหนักนี่ 🙂 จริงไหม ? ‘ หรือ ‘เราไม่ได้เจอวิกฤกหนักเท่าคนอื่นเพราะเรามุ่งมั่นเก็บเงินมากกว่าคนอื่นนี่ ‘ สุดท้ายแล้ว ความเชื่อประจำใจที่เกิดภายใต้จิตใต้สำนึกของเรานั้น อาจจะหมายถึง ‘คำพูดไม่ดีอยู่ที่ปากคนอื่น ใจอยู่กับเรา ดังนั้นรักษาใจเรา รักตัวเองให้เป็น นี่แหละคือแก่นแท้ในจิตใจของเรา เนอะ’

💡 ทริกเล็กๆ เมื่อเราไม่รู้ว่าเราจะจัดการกับความรู้สึกตัวเองยังไง ให้เราลองเขียนจดหมายถึงตัวเองสักฉบับ เพื่อบอกตัวเองว่า ‘ฉันได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ ? ‘ หรือ ‘ฉันได้อะไรจากความรู้สึกแบบนี้ ‘

ถ้าตอบไม่ได้ หรือไม่รู้สึกโกรธแล้ว แสดงว่าสิ่งนั้นไม่ได้มีผลกับใจเรามากพอที่จะไปต่อ
ดังนั้นอย่าเสียเวลา… 🤷🏻

6) อารมณ์หรือความรู้สึกบางอย่างไม่ได้แย่เสมอไป ‘การที่เราโกรธนั้นหมายความว่าเราได้แสดงให้เห็นว่าขอบเขตเราอยู่ตรงไหน‘ หรือความรู้สึกอื่นๆ ก็เหมือนกัน บางทีเราอาจจะมีคำถามจากฝ่ายตรงข้าม ‘ทำไมต้องร้องไห้ขนาดนั้น หรือ เสียใจขนาดนั้นเลยหรอ ?’ มวลอารมที่มากมายในใจเรา หากเราไม่เข้าใจ มันอาจจะเอ่อล้นออกมาจนทำให้เราเสียสติไปเลยก็ได้ ‘ งั้น เราจะมีอิสระภาพจากความรู้สึกของเรายังไงละ ?’

ไม่ใช่แค่ The Mountain is You หรอกนะ ที่พยายามสื่อสารว่า เราต้องเข้าใจตัวเอง วิธีการรับมือต่างๆ รักตัวเองให้เป็น ‘แน่นอนว่า การบอกคนอื่นมันง่าย แต่การทำให้สำเร็จจริง มันยากกก จิ๊งงง 😫’

ความรู้สึกในใจเราเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก แต่สามารถควบคุมได้หากเราเข้าใจ เช่น ความเศร้า หรือความผิดหวังที่เกิดขึ้น บางครั้งไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอเสมอไป แต่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนถึงความเข้มแข็งที่กำลังเข้ามา แต่เราอนุญาตในตัวเองยอมให้ก้าวข้ามขั้นตอนปกติของความเสียใจ สุดท้ายแล้วความรู้สึกจะค่อยๆ คลี่คลายเองในที่สุด..

นอกจากความโกรธแล้ว ยังมีอารมณ์อื่นๆ ให้เราได้เรียนรู้อีกมากมาย เช่น ความอิจฉาในใจเรา มันจะสะท้อนถึงสิ่งที่เราต้องการจริงๆ แต่ยังไม่ยอมลงมือทำ ส่งผลให้ลึกๆเนี่ย มีความอิจฉาคนอื่นๆ เบาๆ แต่ทุกข์นะ 🥲 ความเศร้าที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณว่ามีสิ่งที่ต้องปล่อยวาง เพื่อสร้างพื้นที่ให้สิ่งใหม่

สุดท้าย ความแค้นที่ฝังลึก จะบ่งบอกว่าเรายังคงผูกคุณค่าตัวเองไว้กับคนที่ทำร้ายเรา แต่ฝังลึกอยู่เรื่อยๆ โดยไม่ปลดปล่อยออกมา

อารมณ์หลากหลาย มนุษย์เราเป็น software ที่ซับซ้อนที่สุด — DJ พี่อ้อย ✨

เส้นทางที่เราจะสามารถเอาชนะตัวเองได้นั้น อาจจะมาจากการที่เราต้องเปลี่ยนมายเซต เพิ่มวุติภาวะทางอารมณ์ เรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่สบายใจโดยไม่ต้องวิ่งหนีไปหาพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง (เช่น กินตามอารมณ์, ไถฟีดโซเชียลทั้งวัน tiktok ไรงี้ 5555555 โด๊นนน 🤣) นอกจากนี้เราต้องรู้จักยอมรับตัวเองว่า ‘ตัวเองในอดีต มีความสามารถในการจัดการกับอารมณ์หรือความเจ็บปวดได้เท่านั้นนี่ ดังนั้นเราเองก็ไม่ได้ผิดจริงๆ 100% ซักหน่อย’

ในโลกที่ทรัพยากรไม่ได้เข้าถึงกันได้ทุกคน ไม่แปลกที่การเรียนรู้ที่จะไม่เจ็บปวดมันมีเท่านั้น 🙂 ☔️

ขอให้เราสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาโดยนิยามถึงตัวเองในอนคต -> ใช้เกณฑ์ในอนาคตในการเดินตามเป้าหมาย เย้ 💖✨

“เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การปีนขึ้นไปเพื่อเอาชนะภูเขา แต่อยู่ที่การเติบโตระหว่างการปีน จนในที่สุดเรากลายเป็นคนที่ภูเขานั้นขวางกั้นไม่ได้อีกต่อไป ⛰️⛰️”

Ruby ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ที่กำลังเจอกับความยากลำบากในใจ เข้าใจว่า มนุษย์เราก็คงแบบนี้ มีอะไรมาให้ทดสอบเรื่อยๆ แต่พอผ่านไป มันอาจจะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าเล็กๆ ที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ 🙂 ไว้เจอกันใหม่ค่าบบบ ✨

Leave a Reply