OpenAI กำลังซ่อนอะไร? และทำไม Daniel Kokotajlo ถึงเลือกความถูกต้องมากกว่าเงิน 2 ล้านดอลลาร์ ? 🥸

สวัสดีคร่าบบบทุกคน Ruby’s Duckie ✨ คนดีคนเดิม เย่ คิดถึงกันบ้างไหม นานๆ มาทีนึ่ง ช่วงนี้ยุ่งนิดหน่อย (แอบกระซิบว่าได้งานทำแล้ว เย้ๆ) แต่จะพยายามมาเขียน แชร์ความรู้ใหม่ๆ กับเพื่อนๆ ชาว Duckie กันน่า มาเริ่มกันเลย

วันนี้มีเวลาช่วงพักสั้นๆ ฟัง The Diary of CEO ชื่อตอน ChatGPT Offered Me $2m To Keep Quiet: No One Is Ready For What’s Coming! ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะเป็นการสัมภาษณ์ Daniel Kokotajlo เป็นอดีตนักวิจัยจาก OpenAI และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำนายอนาคตของ AI อีกด้วย แม่นด้วยแหละ เคยทำานายไว้ละถูกจริงๆๆๆๆ โหดมาก แล้วตอนนี้เค้าได้ลาออกไปแล้ว แถมยังทิ้งเงิน 2 ล้านดอนลาร์ไปอีกก (แอบสปอยล์ว่าเป็นเงิน 80% ของเงินเก็บของ Daniel เลย เห้ยย🤯) ทำไมถึงยอมทิ้งมันไปน่ะ ? มาอ่านกัน ลุย

อำนาจที่จะเกิดขึ้นก่อน หรือมนุษย์จะสูญพันธุ์ก่อนกันแน่ ?

@TheDiaryOfACEO

ในปัจจุบันมีหลายบริษัทมากที่พยายามพัฒนา AI ให้ไปถึงจุดสูงสุด หรือที่เรียกว่า Superintelligence ซึ่งเป็นตัวที่อยู่ระดับที่น่ากลัวและทรงพลังเป็นอย่างมากกก เรียกได้ว่าเก่งกว่ามนุษย์ที่ฉลาดที่สุด แถมยังเก่งในทุกๆ ด้านอีกด้วย ทำงานได้รวดเร็วและประหยัดกว่า รวมถึงมีการเรียนรู้ซ้ำๆ จากข้อมูลที่เราป้อนให้ + สามารถเข้าเว็บ Search เองได้อีก เป็นการ Train AI ในระดับวินาทีเลยก็ว่าได้ ในขณะที่เราเองนั้นแค่จะลุกไปอ่านหนังสือซักเล่ม หรือเรียนรู้สักเรื่องนึ่งที่ใหม่ยังใช้เวลาเยอะกว่า แถมบางครั้งอาจจะต้องใช้เวลาเพื่อทบทวนอีก โถ่วว 555555 + ทีนี้ๆๆ ความน่ากลัวอยู่ตรงไหนรู้ไหม ? ซึ่ง Daniel ได้บอกว่า 70% มนุษย์เราสามารถสูญพันธุ์ได้เลย เพราะนานวันเข้า AI จะเริ่มเข้ามาควบคุมเศรษฐกิจ มีทหารที่เป็นหุ่นยนต์ มีโครงสร้างสังคมที่จะถูกสร้างขึ้นมาคล้ายกับมนุษย์

มันจะเริ่มคล้ายมนุษย์มากขึ้น การทำงานด้านความคิดผ่าน Neural Networks ที่ซับซ้อน เราไม่สามารถมองไม่เห็นชุดความคิดของมัน จนในที่สุดการสร้างสายพันธุ์ใหม่ได้
— Daniel (EX-OPEN AI Company)

เห้ยยยย เหมือนหนังวันสิ้นโลกเลยไหม 😱 ลองคิดเล่นๆนะ ?

AI สามารถเขียน code แก้ code เองได้หมด แถมวิ่งไปหาข้อมูลข้างนอกได้โดยไม่ต้องต่อ Internet อีก (ยังเจาะระบบออกไปเชื่อมเองจนได้) ใครกันที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ? ต้องการอำนาจหรือเปล่าน๊าาา หรือสงคราม ? หลังจากชนะละ ยังไงต่อ ?

โครที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรกก่อนใครเลย ? ก่อนที่จะไปสู่การล้มสลายของมวลมนุษยชาติ ?

@TheDiaryOfACEO

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ AI สามารถทำทุกอย่างได้แทนมนุษย์ทั้งหมด นั้นก็คือ “เราจะเริ่มตกงาน” ซึ่ง Daneil เคยคาดการณ์เอาไว้ว่าทุกอย่างจะเริ่มเกิดขึ้นในปี 2027 ถ้าเราตามข่าวสักนิดจะรู้เลยว่าหลายบริษัทเลย ที่เริ่ม Layoff พนักงาน เอา Generative AI เข้ามาทำงานแทน เราเห็นได้ชัดเลยกับบริษัทเทคใหญ่ๆ อย่าง Google, Oracle, Microsoft, Meta etc. อาจจะมองว่า เอ๊ะมันเริ่มจากบริษัท Tech ทั้งนั้นเลยนี่ อาจจะยังไม่ถึงเรามั้งงง แต่ๆ !! เปล่าเลยเว้ยยย มันมีบริษัทที่เกี่ยวกับงานด้านบริการและอื่นๆ ก็มี เช่น Visa, Walmart, Uber เป็นต้น ซึ่งกระแสการปลดพนักงานบริการแล้วแทนที่ด้วย AI เนี่ยมันเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างให้เราแล้ว ซึ่งมีรายงานจากนักเศรษฐศาสตร์ของ MIT และ Harvard บอกว่า

มีการจ้างงานเด็กจบใหม่หรือพนักงานระดับเริ่มต้นลดลงราวๆ 22% แนะ 🤯 โหดมากกก

เอาละ มาถึงตรงนี้ แล้วเราจะต้องทำยังไง ใช้ชีวิตยังไงถ้าไม่ต้องทำงาน (ในกรณีที่ถูกแทนที่ด้วย AI แล้ว 100%)

ดังนั้นเด็กใหม่ๆ จะไม่ใช่การสมัครงานเพื่อเข้าบริษัททำงานแล้ว แต่จะเป็นการเปิดบริษัทเอง หรือที่เรียกว่า One Personal Business นี่แหละ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสำเร็จใช่ไหมละ งั้นถ้าเริ่มกลัวแล้ว รีบลุกไปอ่านหนังสือ พัฒนา skill ได้ยังง ลุย 🔥

” บริษัท OPEN AI อยากให้การพัฒนา AI ให้เก่งขึ้นมากกว่าจากแผนที่คาดการณ์ไว้ 2030 ให้ลดระยะเวลายังมาอีก และนี่คืออีก 1 เหตุผลที่เขาลาออกจากบริษัท ! “

ความเป็นอมตะและการใช้ชีวิตจะเกิดขึ้นได้แน่นอน จริงไหม ?

@TheDiaryOfACEO

เราคิดเห็นยังไงกับประโยคที่บอกว่า ‘เราจะเป็นอมตะ หรือเราสามารถเอาเทคโนโลยีมากำหนดจุดจบของเราได้ ‘ ? 🤯

เพราะบางครั้งมองอีกมุมนึ่ง เราจะเห็นว่าเทคโนโลยีที่ฉลาดมากๆ แถมยังเก่งหมดทุกเรื่องอีก อาจจะทำให้เกิดความก้าวหน้าทางการแพทย์แบบก้าวกระโดดก็ได้และ Daniel ก็ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ว่า ในอนาคตอาจทำให้มนุษย์สามารถเลือกได้ว่าต้องการจะมีชีวิตอยู่ยืนยาวแค่ไหน หรือเลือกจุดจบของชีวิตตัวเองได้ แต่สังคมของหุ่นยนต์ที่เรียกว่า New species ที่นักพัฒนาสร้างมันขึ้นมาละ !? สังคมมนุษย์อีกละ !? แล้วไหนจะคนที่จะเป็นอมตะอีก จะทำยังไงในเมื่อโลกมีขนาดเท่าเดิม และทรัพยากรก็ลดลงเรื่อยๆ (เมื่อไรมนุษย์จะพอดีมั้งนะ คิดแล้วก็สงสัย 555+ 😅)

AI 2040: Plan A แผนที่จะช่วยรักษาความสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์ 🌍 🤖

หัวใจหลักของแพลน A จาก Deniel, EX OPEN AI

DELEY + TRANSPARENCY + REVERSIBILITY + CITIZENS’ DIVIDEND

ทุกบริษัทควรชะลอการพัฒนา Superintelligence จาก 2030 ที่อยากให้มี เปลี่ยนไปซักปี 2040 เพื่อให้มนุษย์เรามีความพร้อมที่จะรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น มีเวลาในการสร้างความปลอดภัยและการแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ !!

นอกจากนี้เราควรที่จะสามารถตรวจสอบความคิดที่ซับซ้อนของ AI ได้ ไม่ใช่เป็นแบบปัจจุบันที่เป็น Black Box ใส่อะไรเข้าไป เราไม่รู้กระบวนการคิดที่ซับซ้อนของมันเลย เราควรสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วยเพื่อเป็นการป้องกัน หากมีพฤติกรรมแปลกๆเกิดขึ้น ตอนนั้นเราจะรู้ว่าปัญหามาจากอะไร ไม่ใช่ตอบ I dont Know ! เอ้อออ 😐

แล้ว AI ที่มาแทนที่การทำงานเราแบบ 100% นั้นควรเสนอให้มีการจัดเก็บรายได้จากเทคโนโลยีเหล่านั้นมาจัดสรรเป็นเงินปันผลให้กับประชาชนทุกคน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะมีส่วนแบ่งในความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น

เป็นทางเลือกที่ Daniel อยากให้เกิดขึ้น แต่เขาเองก็ยอมรับว่าสถานการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นจริง มักจะเป็นการแข่งขันที่รวดเร็วมากกว่าการใช้แผนควบคุมแบบนี้

ก็จบไปแล้วกับบทความวันนี้ อิอิ สิ่งนึ่งที่ตกตะกอนได้เลยจากเรื่องนี้คือ อนาคตเป็นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดก็ได้ แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้เลยในทุกวันคือตื่นมาใช้ชีวิตทุกวันให้มีความหมาย พัฒนาตัวเองในทุกวัน กินดี นอนดี Ruby เชื่อว่าเราจะดีขึ้น และไม่แพ้ AI แน่นอน ! เย้ ไว้เจอกันใหม่คร่าบบบบบทู้กคน 🔥

Leave a comment