ทำไม ? เราถึงควรหยุดติดกับเซฟโซน ถ้าอยากจะเป็นคนที่ฉลาด : Dr. Devid จะบอกอะไรเรากับเรื่องนี้ !!! 💡

วันนี้ได้นั่งฟัง the diary of CEO ป็นรายการที่เอาเจ้าพ่อของแต่สาขามานั่งพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ โดยวันนี้มันโดนใจจนอยากจะมาแชร์เลยละ จาก ดร. เดวิด อีเกิลแมน (Dr. David Eagleman) นักประสาทวิทยาจาก Stanford university มาให้ความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำงานของสมองและการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

สมองเราจะฉลาดมากตอนเรายังเป็นเด็ก และสูงสุดตอนเรา 2 ขวบ เพราะมีการเรียนรู้อย่างหนักมากเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด มันยากมากเลยในวัยเด็กที่จะเดิน หรือหยิบจับอะไรบางอย่าง หรือแม้แต่การการสื่อสารภาษาในคนที่เหมือนเราเข้าใจ

เมื่อเราโตขึ้นจะพบว่าเราได้ ทิ้งบางอย่าง ที่ไม่ได้จำเป็นแล้ว หรือก็คือเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีแล้ว เหลือไว้เพียงสมองที่มีความคิดมากขึ้น การไม่เชื่ออะไรโดยง่ายๆ มีการวิเคราะห์ ไตร่ตรอง และตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลว่าข้อมูลนั้นถูกต้องไหม

แต่ในการพัฒนาในตอนโตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนหยุดนิ่ง บางคนเรียนอย่างหนัก บางคนอ่าหนังสือหนักมาก ก็แปลว่าสมองแต่ละส่วนของคนเราจะพัฒนาไม่เท่ากัน ซึ่ง dr. devid ได้ยกตัวอย่างว่า คนธรรมดาที่ไม่เคยเล่นมากรุกเลย ไปแข่งกับนักกีฬาทีมชาติ คิดว่าใครจะใช้พลังงานมากกว่ากัน ? ลองนึกเล่นๆ ดู

สมองเรากำลังทำงานหนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปอะไรที่เคยยาก จะไม่ยากอีกต่อไป

เมื่อเราเจอความท้าทายใหม่จะเกิดเหตุการณ์ 2 แบบ :

  1. ใช้สมองในการคิดเยอะมาก นานมาก ใช้พลังงานเยอะ เพราะเราไม่เคยเล่นหมากรุกมาก่อน ไม่มีกลยุทธ์ ไม่มีประสบการณ์
  2. ไม่สู้แล้ว ไม่ทำ เหนื่อยเกินไป (ปัจจุบันข้อ 2 คนเป็นเยอะมาก 555+)

ถ้าเราเป็นคนที่ 1 ให้ยินดีกับตัวเองได้เลย ซึ่ง dr. devid ได้บอกว่าคนกลุ่มเนี่ยจะใช่สมองส่วน Anterior Mid-cingulate Cortex ทำสิ่งที่ยากลำบากหรือการเอาชนะความท้าทาย ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาและเปลี่ยนโครงสร้างของสมอง  เรียกได้ว่าเป็นสมองแห่งความพยายามเลยหล่ะ ! 🤯 ถ้าผ่าสมองของแต่ละอาชีตออกมาดูสวนนี้บอกได้เลยว่า คนนี้ทำอาชีพอะไร? เพราะยิ่งใช้ความพยายามมาก สมองส่วนนี้จะใหญ่มาก

เมื่อเจอเรื่องที่ยาก สมองของเราจะสร้างทางเดินประสาทใหม่ หรือก็คือ Plasticity ขึ้นมาใหม่ มันจะเกิดขึ้นได้ตอนที่เราทำสิ่งที่มันต่างออกจากเดิม เช่น การเล่นหมากรุก เราไม่เคยเล่น มันเลยยากจนปวดหัวเลยใช่ไหมละ ? ดังนั้น dr.devid แนะนำว่าให้เราหาจุดที่พอดี อยู่ในโซนที่  Frustrating but achievable หรือ หงุดหงิดแต่พอจะทำได้ 

ถ้าเราหยุดทำสิ่งที่เก่งแล้ว และหันไปลองทำสิ่งที่ยากหรือสิ่งที่เราไม่ถนัด นั่นคือช่วงเวลาที่สมองจะเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เร็วที่สุด

การออกไปวิ่ง 6:00 น. ทุกวัน เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก แต่เมื่อมี stimulator หรือ มีเพื่อนมากระตุ้นให้ทำด้วยกัน เราอาจจะทำมันได้ ถึงจะยากแต่เราก็สามารถทำมันได้ดี และแม้มันจะดีมากในช่วงแรก แต่บางคนก็ล้มเลิกไปเมื่อเข้าเดือนที่ 2 -3 ดังนั้นหน้าที่ของเราคือการที่เราจะจะต้องหาให้เจอว่า สิ่งที่อยู่ระหว่างวงล้อนั้นคืออะไร และมีอะไรบ้างที่จะสามารถทำให้เราไปถึงจุดการเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการ ซึ่ง dr.devid ได้อธิบายไว้ว่า “การที่เรากระตุ้นตัวเองนั้น เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิทยาเพื่อให้เราไปถึงเป้าหมาย สิ่งขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดคือวินัยในการทำมันซ้ำๆ” 🔥 ดังนั้นให้เราก้าวออกจากความสบาย ทิ้งความเชี่ยวชาญ เพื่อให้สมองของเราได้เรียนรู้สิ่งที่ยากขึ้น เพื่อที่จะเจอเส้นทางใหม่ๆ (การเริ่มต้นง่ายนิดเดียว ที่เหลือยากหมด 555+)

นอกจากนี้ dr. devid ยังอธิบายเกี่ยวกับแรงเสียกทานระหว่าง มนุษย์ vs AI ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนถกเถียงกันมานานแล้วว่า ควรให้เด็กใช้ AI ไหม ? AI จะมีผลอะไรต่อสมองไหม ? ทำให้เราไม่สามารถคิดเองเป็นเลยใช่ไหม ? เดี๋ยวสรุปให้อ่านกัน เริ่มเลย

  • เด็กยุคปัจจุบันโชคดีมากที่มี Internet เพราะการที่จะสงสัยแล้วสามารถถาม AI หรือหาข้อมูลจาก Internet เลย หรือพูดง่ายๆ “ความรู้หาได้ง่ายมากจากแค่จอมือถือ หรือ คอมพิวเตอร์ “
  • ยิ่งใช้มาก ยิ่งมองเห็นได้มาก ! เช่น เดี๋ยวนี้การที่เราจะเรียนรู้การบริหารธุรกิจ เราไม่ต้องไปเข้าคอร์สเสียเงินแล้ว เราสามารถเสิร์ชตามยูทูปได้เลย รวมถึงวิธีการซ่อมรถ การซ่อมบางอย่าง ดังนั้น การใช้เครื่องมือพวกนี้ ขึ้นอยู่กับว่ามีแรงเสียดทานยังไงกับเรา ?
  • เรามีความสามารถในการเรียนรู้ได้จากข้อมูลเพียงครั้งเดียว (One-trial learning) แต่ AI ต้องพึ่งพาข้อมูลจำนวนมหาศาลในการฝึกฝน
  • มนุษย์มีความโน้มเอียงที่จะให้คุณค่ากับสิ่งที่ใช้ ความพยายาม สูง มากกว่าการใช้ AI ทำให้ พูดง่ายๆ ชอบ เพชรแท้ > เพชรแลป

เราจะเห็นได้ว่า เราจะใช้ AI ยังไง ขึ้นอยู่กับว่าเรา อยากคุยกับคนแบบไหน ถ้าเราใช้ในทางที่ผิด ให้คิดแทนให้หมดเลย เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่านั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง จริงไหม ? แต่ถ้าเราใช้กับสิ่งที่เราเชี่ยวชาญอยู่แล้ว มีความจำเจค่อนข้างน่าเบื่อ นั้นละ เราควรใช้มัน แล้วเอาเวลาไปพัฒนาตัวเอง ! เย๊

สตีเวน บาร์ตเลตต์ ได้แชร์ แนวคิดปรัชญาที่ใช้ในการบริหารจัดเป้าหมายใหญ่ให้สำเร็จให้ได้ โดยใช้แค่ 1% มีหัวใจสำคัญดังนี้ :

  • เมื่อเรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ (เปรียบเสมือนการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์) มักจะเกิดความรู้สึกกดดันและท้อถอยจนไม่กล้าเริ่มต้น การย่อยงานใหญ่นั้นให้กลายเป็น ก้าวเล็กๆ เพียง 1% ในแต่ละวัน จะช่วยให้เราสามารถลงมือทำได้ทันทีโดยไม่รู้สึกว่าหนักเกินไป
  • หัวใจสำคัญไม่ใช่การเร่งรีบทำทุกอย่างให้สำเร็จในคราวเดียว แต่เป็นการรักษาความสม่ำเสมอในการ พัฒนาตัวเองขึ้นทีละนิดในทุกๆ วัน ซึ่งช่วยลดความตื่นตระหนกและสร้างนิสัยในระยะยาว
  • การจดบันทึกและการติดตามความคืบหน้าวันต่อวัน เป็น Framework ที่สตีเวนได้ออกแบบเพื่อเป็นกรอบของการทำงาน ไม่ให้เราหลุด ให้เราสามารถมีวินัย และเดินตามเป้าหมายอย่างมั่นคง

การใช้กลยุทธ์นี้จะช่วยให้สมองของเราไม่มองว่าความสำเร็จเป็นเรื่องไกลตัว แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการสะสมก้าวเล็กๆ อย่างต่อเนื่อง

เป็นยังไงกันบ้างกับ The Diary of CEO ของ Episode นี้ ทำให้เรา เข้าใจเลยไหมว่าทำไมสมองของเรา บางครั้งถึงจำบางอย่างไม่ได้ หรือ วิธีการในการพัฒนาสมอง ? ได้ความรู้จาก dr. devid บ้างไหม สามารถคอมเม้นบอกกันได้นะ ขอบคุณที่อ่านจนจบ ruby’s duckie ของจบเท่านี้ เย้ ขอไปเร่ิมทำเรื่องที่ยากเลย จะได้เก่งขึ้นสัก 1% อย่างที่สตีเวนบอกไว้ 🚀 ลุยยยยยยยย

ref: https://www.youtube.com/watch?v=m-nnyNZ0TQ0

Leave a comment